ปัจจัยที่จะจุดชนวนให้ตลาดหุ้นโลกร่วงระนาวอีกครั้ง

0
441
HardcoreCEO market crash stock thai exchange

เมื่อพูดถึงตลาดหุ้นล่ม หรือ วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่านักลงทุนหุ้นรายใหญ่หรือรายย่อยล้วนหวาดระแวง ซ้ำร้ายยังมีลางบอกเหตุที่ส่งซิกมาเป็นระยะ แล้วไหนจะวิกฤติ “ตุลาอาถรรพ์” อีกเล่า!

เพราะในอดีต ประวัติศาสตร์การเงินโลกได้เคยจารึกเหตุการณ์วิกฤติฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐแตกในเดือนตุลาคมมาแล้วถึงสองครั้ง – ครั้งแรกคือ เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1929 และครั้งที่สองคือ เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1987

เพียงพริบตาทุกอย่างก็พังครืน โดยเฉพาะวิกฤติเดือนตุลารอบสองที่ดัชนีดิ่งตัวลงต่ำเป็นวิกฤติถึง 23% ในวันเดียว!

หรือหากมองที่ “สถิติ” สภาพแนวโน้มก็ไม่ถือว่าดีต่อใจนักลงทุน เพราะนักลงทุนในอเมริกา หนึ่งในนั้นคือ Robert Shiller (นักเศษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) ได้ออกมาเตือนว่าภาวะ bull market หรือ “ตลาดขาขึ้น” ที่นักลงทุนได้ตักตวงผลกำไรมานานถึง 9 ปีนี้ นับเป็นภาวะขาขึ้นที่ยาวนานที่สุด! ซึ่งตามสถิติแล้ว ยังไม่เคยมีภาวะ bull market รอบใดที่ยาวนานถึง 10 ปี ซึ่งรอบนี้มันจะครบ 10 ปีเต็มตอนช่วงต้นปี 2019

- Sponsored -

แต่ลางร้ายยังไม่หมดเท่านี้ เพราะผู้เชี่ยวชาญ (Russ Mould, Investment Director ที่ AJ Bell) ยังได้สังเกตเห็นดัชนีที่น่าสะพรึงอีกอย่าง เมื่อ “มูลค่าสุทธิครัวเรือน” พุ่งสูงเกิน 100 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ “รายได้ครัวเรือน” เพิ่งคืนตัวเทียบเท่ามูลค่าปี 2007 การที่มูลค่าครัวเรือนขยายตัวในอัตราส่วนที่เร็วกว่ารายได้มากเช่นนี้จึงอาจเป็น “ระเบิดเวลา”

อย่างไรก็ดี ที่จริงแล้ว “ลางบอกเหตุ” มีมากกว่านั้น  แต่จะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน…

7 ปัจจัยที่อาจจุดชนวน “ภาวะตลาดล่ม”

1. ความพยายามตอบโต้ภาวะเงินเฟ้อด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

2. ความไร้เสถียรภาพของผู้นำโลก อาทิ ผู้นำเกาหลีเหนือหรืออิหร่าน ที่อาจเขย่าตลาดการเงินโลกได้ทุกเมื่อ

3. สงครามไซเบอร์และการ disrupt โครงข่ายทรงพลังของโลก ดังที่จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่านได้สำแดงเดชมาแล้ว

4. ภาวะยุ่งยากในตลาดใหม่ต่างๆ อาทิ ตุรกี อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ซึ่งต่างผจญภาวะตลาดและค่าเงินตกต่ำ ซ้ำด้วยปัญหาอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจถดถอย

5. ตลาดจีนอาจล้ม อันเป็นผลจากกำแพงภาษี สงครามการค้าและเงินดอลลาร์ที่เพิ่มค่า ซึ่งอาจยิ่งเลวร้ายและส่งผลต่อสหรัฐหากตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือกระแสเงินลงทุนจากรัฐบาลจีนเองสะดุด (แต่รัฐบาลจีนเค้าก็ดูแกร่งมาก ต้องรอดูกันต่อไป)

6. ทรัมป์อาจถูกขับออกจากตำแหน่ง และความมั่นใจในตลาดขาขึ้นที่สหรัฐมีมาตลอดก็อาจลดทอนตาม

7. พิษภัยจากนโยบายแรงงานที่บีบคั้นเกินไป ส่งผลให้บุคลากรขาดแคลนเข้าขั้นวิกฤติจนเรือนจำบางแห่งถึงกับจับนักโทษมาฝึกงาน coding กันแล้ว

ทั้งเจ็ดข้อไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นเพียงสิ่งที่ให้เราจับตาดูกันต่อไป

จริงอยู่ แม้ตลาดขาขึ้น “ไม่จีรัง” แต่ความพังจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนปิดหูปิดตาตัวเอง อีกทั้งการเชื่อตามๆ กัน โดยไม่วิเคราะห์สถานการณ์เองให้เป็น ก็ทำให้คน “ลงทุนจริง-เจ็บจริง-เจ๊งจริง” กันมาไม่น้อย

กุญแจสำคัญของนักลงทุนจึงอยู่ที่การวิเคราะห์การเงินของตนเอง และเตรียม Plan B ให้พร้อม โดยแบ่งสันปันส่วนให้ดีระหว่างเงินสดในบัญชีกับสินทรัพย์สภาพคล่อง

ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความไม่ประมาทและรู้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ เท่านั้นแหละ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here