คุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม? ยิ่งทำงานเก่งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แต่เส้นทางความก้าวหน้ากลับแคบลงเรื่อยๆ ตำแหน่งไม่ขยับ งานเริ่มซ้ำซาก และไม่แน่ใจว่าควรเดินต่อไปทางไหน หลายคนเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยไฟที่แรงกล้า ตั้งใจเรียนรู้และทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับรู้สึกว่างานที่ทำเริ่มจำเจ มองไม่เห็นโอกาสเติบโต
ภาวะนี้เรียกว่า อาชีพหยุดชะงัก (Career Plateau) ซึ่งเกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว โดยทั่วไป ภาวะดังกล่าวมักปรากฏชัดในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่หากสามารถรับมือและบริหารจัดการได้อย่างถูกวิธี คุณอาจทะลุไปสู่ความฝันที่คุณคาดหวังในวันแรกที่คุณถือปริญญาออกจากมหาวิทยาลัย
อาชีพหยุดชะงัก คืออะไร?
เราสามารถจำแนกภาวะอาชีพหยุดชะงักได้ 2 รูปแบบหลัก
1) การหยุดชะงักเชิงโครงสร้าง (Structural Plateau)
เกิดจากข้อจำกัดของโครงสร้างองค์กร ไม่ใช้เกิดจากผลงานของตัวคุณเอง ไม่ใช่เพราะคุณไม่มีศักยภาพ เช่น ขนาดองค์กร ลำดับชั้นตำแหน่งที่ซับซ้อน โครงสร้างแบบปิรามิดที่ตำแหน่งระดับบนมีจำกัด หรือโครงสร้างองค์กรแบบแบนราบ
2) การหยุดชะงักเชิงเนื้อหา (Content Plateau)
เกิดเมื่อพนักงานและเนื้องานมาถึงจุดอิ่มตัว คุณรู้จักงานนั้นดีมากจนแทบไม่มีอะไรใหม่ให้เรียนรู้การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ความท้าทายลดลง
แต่ข่าวดีคือ ภาวะอาชีพหยุดชะงักไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นแบบถาวร หากเราปรับวิธีคิดและพฤติกรรม โดยโฟกัสที่สิ่งที่เราควบคุมได้ อย่าไปพยายามแก้ไข เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ตนเองควบคุมไม่ได้
รับมืออย่างไร เมื่อเจออาชีพหยุดชะงักเชิงโครงสร้าง
การที่ตำแหน่งไม่ขยับ ไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวแต่มันสะท้อนข้อจำกัดของระบบมากกว่าความสามารถส่วนตัว พนักงานที่มีศักยภาพทำงานเก่งจะรับมือด้วยการ ปรับตัว ปรับเป้าหมาย ขยายบทบาท หรือเปลี่ยนทิศทางการเติบโต มากกว่าการรอคอยการเลื่อนตำแหน่งขึ้นในแนวดิ่งเพียงอย่างเดียว
1. ปรับมุมมองต่อคำว่า “ความก้าวหน้าในอาชีพ”
แทนที่จะมองความก้าวหน้าในแนวตั้ง (ตำแหน่งสูงขึ้น) เพียงอย่างเดียว คุณควรหันมาให้ความสำคัญกับ ความก้าวหน้าในแนวนอนหรือเชิงคุณภาพ เช่น
- ขยายขอบเขตความรับผิดชอบในโครงการที่มีผลกระทบสูง
- พัฒนาตนเองสู่การเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Subject-matter Expert)
- สร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารผ่านความเชี่ยวชาญ
ความก้าวหน้าอาจหมายถึง ระดับความลึกของความรู้ และรู้จริง ผลกระทบทางธุรกิจที่วัดได้จริงต่อองค์กร และอิสระในการทำงาน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง
2. ลงทุนในทักษะใหม่แห่งอนาคต
- ทักษะข้ามสายงาน เช่น การเงิน + เทคโนโลยี
- ทักษะภาวะผู้นำและการสื่อสาร (Soft Skills)
- การอบรม ใบรับรองวิชาชีพ หรือทักษะดิจิทัล
3. มองหาการเติบโตในแนวระนาบ (Lateral Move)
การย้ายแผนกหรือทำงานในโครงสร้างแบบ Matrix Organization คือรูปแบบโครงสร้างองค์กรที่พนักงาน มีหัวหน้ามากกว่าหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะการปรับตัว ขยายเครือข่าย และเติมความสดใหม่ให้การทำงาน
การปรับลักษณะงานในแนวนอนช่วย เพิ่มแรงจูงใจและความสดใหม่ในการทำงานซึ่งดีกว่านั่งรอการปรับขึ้นตำแหน่งในแนวดิ่งเพียงอย่างเดียว
4. สร้างบทบาทเชิงกลยุทธ์ให้โดดเด่น
ทำให้ตนเองและความสามารถของตนและบทบาทเชิงกลยุทธ์เป็นที่น่าสนใจต่อผู้บริหาร ตัวอย่างเช่น พนักงานวัย 45 ปีในองค์กรขนาดใหญ่แม้ตำแหน่งไม่ขยับมาหลายปี แต่ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เขากลายเป็นบุคคลที่ผู้บริหารต้องเรียกหาเสมอเมื่อเกิดวิกฤต
5. เปลี่ยนแรงจูงใจจากภายนอกเป็นภายใน
โฟกัสที่ความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญในงาน ความหมายของงาน การเป็น Mentor และการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิต สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเหนื่อยล้าและการหมดไฟในการทำงาน
6. สื่อสารกับหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมา
การพูดคุยเรื่อง Career Path อย่างจริงจังช่วยให้คุณตัดสินใจอนาคตได้อย่างมีข้อมูล เช่น โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งที่เป็นจริง เส้นทางการเติบโตทางเลือกอื่น และ กรอบเวลา
7. พิจารณาโอกาสภายนอกอย่างมีกลยุทธ์
หากภาวะหยุดชงักในอาชีพของคุณเริ่มเป็นระยะยาว ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตหรืออาชีพ การเปลี่ยนงานไม่ใช่ความไม่จงรักภักดี การมองหาโอกาศภายนอกและคว้ามันไว้ ควรอยู่บน การพิจารณาอย่างรอบคอบถึง ข้อดี ข้อเสียอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ อย่ามองแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว
8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเชิงลบ
อย่าปล่อยให้ความอึดอัดกลายเป็นการทำงานแบบขอไปทีหรือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อทั้งความก้าวหน้าและสุขภาวะของตนเอง
ปัญหาพวกนี้อาจไม่เกี่ยวกับผลการทำงานของคุณเสมอไป แต่เป็นเรื่องขององค์กร ขนาดขององค์กรและโครงสร้าง จงทุ่มเทความสนใจของคุณไปที่ สิ่งที่คุณควบคุมได้ เช่น การกำหนดนิยามใหม่ของคำว่า ความสำเร็จ การทำงานด้วยการเพิ่มคุณภาพ การเพิ่มความเชี่ยวชาญในงานอย่างที่สุด การทำให้ผู้บริหารเห็นคุณค่าความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถคิดวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้ดี
