AI ในการทํางาน มีประโยชน์อย่างไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

AI ในการทํางาน มีประโยชน์อย่างไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

อัพเดทความรู้ธุรกิจตรงถึงอีเมล



    อัพเดทผ่าน LINE

    หรือปรึกษาเราเรื่องธุรกิจ

    ติดตาม Facebook

    กด See First ด้วยนะครับ

    ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินความได้เปรียบทางธุรกิจ AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทางเลือกมาเป็นเพื่อนร่วมงานอัจฉริยะที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมี การเข้ามาของ AI ไม่ได้มาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่เข้ามาเพื่อทลายขีดจำกัดเดิมๆ และเพิ่มศักยภาพทางความคิดให้ธุรกิจของเราทำงานได้ฉลาดขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าการใช้ AI ในการทำงานมีประโยชน์อย่างไร มีเครื่องมือแบบไหนให้เลือกใช้บ้าง พร้อมเคสตัวอย่างการใช้งานจริงที่จะช่วยเปลี่ยนโต๊ะทำงานของคุณให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

    AI กับการทํางานในองค์กร สัมพันธ์กันอย่างไร?

    AI กับการทำงานในองค์กรสัมพันธ์กันในฐานะตัวเร่งประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถ โดยเปลี่ยนบทบาทจากระบบอัตโนมัติทั่วไปมาเป็นเพื่อนร่วมงานอัจฉริยะที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของมนุษย์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการงาน Routine เดิมๆ เช่น งานเอกสาร คัดกรองข้อมูล เพื่อคืนเวลาให้พนักงานไปพัฒนางานในเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ยังเป็นสมองส่วนขยาย ที่ดึงอินไซต์จากดาต้าขนาดใหญ่มาช่วยผู้บริหารตัดสินใจ และที่สำคัญยังช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านการทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้นการเปิดรับ AI ในองค์กรจึงไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่เป็นการปรับโครงสร้างวิธีทำงานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    ประโยชน์ของ AI ในการทํางานมีอะไรบ้าง?

    • เพิ่มความเร็วและลดข้อผิดพลาดในงานที่ทำซ้ำๆ: AI สามารถจัดการงานเอกสาร กรอกข้อมูล คัดแยกอีเมล หรือตอบคำถามพื้นฐานลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลด Human Error และประหยัดเวลาให้พนักงานไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้กลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
    • วิเคราะห์ดาต้าขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น: ในยุคที่ข้อมูลมีมูลค่ามหาศาล AI สามารถดึงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ยอดขาย หรือเทรนด์ตลาดมาประมวลผลเชิงลึกได้ในเสี้ยววินาที ช่วยให้ผู้บริหารและทีมการตลาดมองเห็นโอกาสใหม่ๆ และวางแผนธุรกิจได้โดยไม่ต้องเดาทางอีกต่อไป
    • เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัว: ทั้งการสรุปเนื้อหาจากการประชุมขนาดยาว การช่วยร่างอีเมลภาษาต่างประเทศ ไปจนถึงการช่วยเขียนโค้ดและตรวจคำผิด การใช้ AI ในการทำงานเปรียบเสมือนการมีเลขาส่วนตัวที่พร้อมสแตนด์บายช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับธุรกิจของคุณได้ทุกเวลา
    • ยกระดับความสร้างสรรค์และการระดมสมอง: Generative AI จะช่วยคิดหัวข้อคอนเทนต์ วาดโครงร่างไอเดีย ร่างสคริปต์วิดีโอ หรือออกแบบภาพกราฟิกตัวอย่าง ช่วยทลายกำแพงภาวะสมองตันและเปลี่ยนไอเดียดิบให้กลายเป็นชิ้นงานจริงได้อย่างรวดเร็ว
    • เพิ่มประสิทธิภาพการบริการลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล: ระบบ AI และ Chatbot ยุคใหม่จะช่วยวิเคราะห์อินไซต์และจดจำความชอบของลูกค้าแต่ละคนได้ ทำให้แบรนด์ของคุณส่งมอบบริการนำเสนอสินค้า หรือแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและรู้ใจลูกค้าในแบบรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    AI ในการทํางานมีอะไรบ้าง?

    หากแบ่งตามลักษณะประเภทงานและการใช้งานจริงในปัจจุบัน สามารถจำแนก AI ในการทำงาน ออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

    1. AI สายงานสร้างสรรค์และคอนเทนต์ (Generative AI)

    นี่คือเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือสำหรับคนทำงานยุคนี้ จากเดิมที่คอมพิวเตอร์ทำได้เพียงรับคำสั่งพิมพ์งานทั่วไป แต่ Generative AI ถูกฝึกฝนด้วยคลังข้อมูลมหาศาลจนสามารถสร้างสรรค์ผลชิ้นงานขึ้นมาใหม่จากคำสั่งภาษาคน (Prompt) ได้ในเสี้ยววินาที AI จะเข้ามาทลายข้อจำกัดเรื่องอาการสมองตันของคนทำงาน AI ด้วยการเปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นชิ้นงานต้นแบบที่จับต้องได้ทันที ทำให้ทีมทำงานกล้าที่จะทดลองไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์

    • AI ด้านการเขียนและงานภาษา (Text Generation): เป็น AI ที่ช่วยคิดหัวข้อคอนเทนต์ ร่างอีเมลธุรกิจ แปลภาษา เขียนบทความ สรุปเนื้อหาจากการประชุม ไปจนถึงการช่วยเขียนและตรวจโค้ดโปรแกรมมิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ChatGPT, Gemini, Claude
    • AI ด้านการสร้างภาพและกราฟิก (Image Generation): เป็น AI ที่เปลี่ยนจากคำอธิบายให้กลายเป็นภาพถ่าย ภาพวาด 3D หรือ Mood & Tone ไว้ใช้ในงานโฆษณาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น Midjourney, Adobe Firefly, DALL-E
    • AI ด้านวิดีโอและภาพเคลื่อนไหว (Video Generation): เป็น AI ที่ช่วยเนรมิตวิดีโอสั้นจากข้อความ ช่วยตัดต่อ ใส่เอฟเฟกต์ หรือสร้างอินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวสำหรับงานพรีเซนต์และสื่อโซเชียลมีเดีย ยกตัวอย่างเช่น Sora, Runway, Pika
    • AI ด้านเสียงและดนตรี (Audio & Voice Generation): เป็น AI ที่สร้างเสียงพากย์เสมือนมนุษย์ (Text-to-Speech) เพื่อใช้ในงานพอดแคสต์ โฆษณา หรือแต่งบีทเพลงและดนตรีประกอบคอนเทนต์โดยไม่ติดลิขสิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น ElevenLabs, Suno

    2. AI สายวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยตัดสินใจ (Data & Analytics AI)

    เป็น AI ที่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนขยายและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรยุคใหม่ โดยเข้ามาเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการข้อมูล Big Data ที่กระจัดกระจายอยู่ตามแผนกต่างๆ ให้กลายเป็นอินไซต์เชิงลึกที่จับต้องได้ ในอดีตการทำรายงานสรุปข้อมูลหรือการพยากรณ์ยอดขายจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์และเสี่ยงต่อการคำนวณคลาดเคลื่อน แต่ AI กลุ่มนี้สามารถประมวลผลตัวเลขนับล้านและค้นหาความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ภายในเสี้ยววินาที ช่วยให้ผู้บริหารและทีมปฏิบัติการมองเห็นเทรนด์ตลาด ดักทางพฤติกรรมลูกค้า และมอบคำแนะนำในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหน้างานได้แบบเรียลไทม์

    • AI ด้านการทำรายงานและแสดงผลข้อมูล (Data Visualization AI): เป็น AI ที่ช่วยดึงข้อมูลจากหลายๆ แหล่งมาจัดระเบียบ แปลงตัวเลขซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟหรือแดชบอร์ดสรุปผลโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งอธิบายสถิติสำคัญให้ฟังในทันที ยกตัวอย่างเช่น Tableau Pulse, Power BI Copilot
    • AI ด้านการตลาดและการยิงโฆษณา (Marketing & Ad Tech AI): เป็น AI ที่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ และพฤติกรรมตลอดเส้นทาง Customer Journey ของกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ เพื่อเลือกคอนเทนต์ ยิงโฆษณา หรือแนะนำสินค้าได้ตรงใจลูกค้าเป็นรายบุคคลแบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น Google Ads AI, Meta Advantage+
    • AI ด้านการบริหารความเสี่ยงและตรวจจับทุจริต (Fraud & Risk Management AI): เทคโนโลยีคัดกรองความผิดปกติในระบบการเงินและบัญชี โดย AI จะสแกนความผิดเพี้ยนของตัวเลขหรือพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่แปลกปลอมเพื่อแจ้งเตือนและป้องกันความเสียหายก่อนจะสายเกินไป

    3. AI สายบริหารจัดการและเพิ่ม Productivity (Workflow Automation AI)

    เป็น AI ที่ทำหน้าที่เป็นเลขาหลังบ้านและผู้ช่วยส่วนตัวคอยเคลียร์งานประจำวัน โดย AI จะเข้ามาแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆ ซึ่งจะกลืนเวลาในแต่ละวันของพนักงานไปโดยเปล่าประโยชน์ AI ในกลุ่มนี้จะช่วยเชื่อมต่อข้อมูลข้ามแอปพลิเคชัน จัดระเบียบตารางงาน และปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติ ช่วยให้พนักงานไม่ต้องเสียไปกับงานจุกจิก แล้วมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับงานสร้างสรรค์หรืองานวางกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าให้องค์กรได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

    • AI ผู้ช่วยส่วนตัวในออฟฟิศ (Smart Virtual Assistants): เป็นเครื่องมือที่ฝังอยู่ในระบบการทำงานหลัก ช่วยจัดตารางนัดหมาย ค้นหาไฟล์งานสรุปความคืบหน้าจากอีเมลหรือแชทยาวๆ และช่วยร่างข้อความตอบกลับด่วน ยกตัวอย่างเช่น Microsoft Copilot, Google Workspace AI
    • AI เชื่อมต่อและจัดกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Integration & Workflow AI): เป็น AI ที่ช่วยเชื่อมโยงแอปพลิเคชันต่างชนิดกันให้ทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ตัวอย่างเช่น ตั้งค่าให้ AI ดึงข้อมูลจากฟอร์มลูกค้า ส่งเข้าฐานข้อมูล และแจ้งเตือนเข้าไลน์กลุ่มของทีมแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น Zapier Central, Make AI
    • AI จดบันทึกและสรุปการประชุม (Meeting & Transcription AI): เป็น AI ที่เข้าฟังการประชุมออนไลน์ อัดเสียง แปลงเสียงพูดให้เป็นข้อความคัดแยกประเด็นสำคัญ สรุปมติที่ประชุม และกระจายใบสั่งงาน ให้ทีมงานแต่ละคนทันทีหลังประชุมเสร็จ ยกตัวอย่างเช่น Otter.ai, Fireflies.ai
    • AI บริหารจัดการโปรเจกต์และงานในทีม (Project Management AI): เป็น AI ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพรวมการทำงานในทีม คาดการณ์วันเสร็จสิ้นโครงการ แจ้งเตือนเมื่อมีงานสุ่มเสี่ยงที่จะล่าช้า และช่วยจัดสรรปริมาณงานให้พนักงานแต่ละคนอย่างเหมาะสม ไม่ให้ใครโหลดงานหนักเกินไป ยกตัวอย่างเช่น Asana Intelligence, Monday.com AI

    4. AI สายสนับสนุนและบริการลูกค้า (Customer Support AI)

    เป็น AI ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าคอยดูแลและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโจทย์การบริการลูกค้าแบบเดิมๆ จากที่ต้องใช้คนสแตนด์บายคอยตอบแชทหรือรับสายโทรศัพท์ ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลาการทำงานและความสม่ำเสมอในการควบคุมอารมณ์ AI กลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยคัดกรอง ตอบคำถาม และแก้ไขปัญหาเบื้องต้นให้ลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้แบรนด์ปิดการขายหรือคลายข้อสงสัยได้โดยไม่มีวันหยุด พร้อมทั้งช่วยจัดเก็บข้อมูลความพึงพอใจแล้วส่งต่อไปให้ทีมงานที่เป็นมนุษย์ดูแลต่อในเคสที่ซับซ้อนได้อย่างไร้รอยต่อ ลูกค้าจึงไม่รู้สึกว่ากำลังคุยอยู่กับอีกคนอยู่

    • แชทบอทอัจฉริยะและระบบโต้ตอบอัตโนมัติ (Conversational AI & Chatbots): แชทบอทยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยระบบภาษา NLP ทำให้เข้าใจบริบท ความต้องการ และอารมณ์ของลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตอบคำถามที่ซับซ้อนได้ แนะนำโปรโมชัน หรือทำรายการสั่งซื้อเสร็จสรรพได้เหมือนคุยกับพนักงานจริง ยกตัวอย่างเช่น Zendesk AI, ManyChat AI
    • AI เสียงบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Voicebot / AI Agent): เป็นระบบคอลเซ็นเตอร์อัจฉริยะที่ใช้เสียงสังเคราะห์เสมือนมนุษย์ในการรับสายและพูดคุยโต้ตอบกับลูกค้า ช่วยคัดกรองจุดประสงค์ของการโทร ยืนยันตัวตน แจ้งยอดชำระเงิน หรือโอนสายไปยังแผนกที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดเวลารอสายของลูกค้าลงไปได้อย่างมหาศาล
    • AI คัดกรองและจัดลำดับตั๋วบริการ (Ticket Routing & Triage AI): เป็น AI หลังบ้านที่คอยอ่านอีเมล แชท หรือข้อความร้องเรียนจากลูกค้า แล้วสแกนคีย์เวิร์ดเพื่อจำแนกประเภทความรุนแรงของปัญหา จากนั้นค่อยจ่ายงานไปยังเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นและตรงจุด
    • AI วิเคราะห์อินไซต์และจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (AI CRM & Analytics): เป็น AI ที่ช่วยบันทึกทุกประวัติการพูดคุย วิเคราะห์อารมณ์และระดับความพึงพอใจของลูกค้า พร้อมประเมินว่าลูกค้าคนไหนมีแนวโน้มจะซื้อซ้ำ หรือคนไหนกำลังจะไม่พอใจ เพื่อให้ทีมงานรีบเข้าไปดูแลต่อทันที

    แนะนำ 5 วิธีการใช้ AI ในการทํางานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    การนำ AI มาใช้ในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ปล่อยให้มันทำหน้าที่แทนเรา แต่เป็นการเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกับ AI ในฐานะพาร์ทเนอร์ หากคุณต้องการนำ AI เข้ามาใช้ในการทำงาน สามารถทำตาม 5 ขั้นตอนหลักดังนี้

    1. ลิสต์งานในแต่ละวันออกมาแยกประเภท

    เริ่มจากให้คุณเปิดสมุดหรือกาง Excel ขึ้นมา แล้วจดตารางงานที่ตัวเองต้องทำทั้งหมดใน 1 สัปดาห์ จากนั้นให้คัดแยกงานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือการตัดสินใจสูง และกลุ่มงานที่ทำซ้ำๆ มีรูปแบบตายตัว เช่น การก๊อปปี้ข้อมูลวาง การสรุปรายงานประจำสัปดาห์ หรือการพิมพ์ตอบคำถามเดิมๆ

    คำแนะนำ: ให้เลือกงานกลุ่มที่สองออกมา 1 งาน เพื่อใช้เป็นเป้าหมายแรกในการให้ AI ช่วย เพราะเป็นส่วนงานที่ปรับเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติง่ายที่สุด

    2. เขียนขั้นตอนการทำงานนั้นให้ละเอียดเป็นข้อๆ

    ก่อนจะส่งงานให้ AI ทำ คุณจะต้องเขียนอธิบายขั้นตอนการทำงานของงานที่คุณเลือกมาจากข้อแรกให้ละเอียดที่สุด เหมือนกับว่ากำลังสอนเด็กฝึกงานอยู่ เช่น ถ้าจะให้ AI ช่วยสรุปรายงานยอดขาย ขั้นตอนคือ 1. ไปดาวน์โหลดไฟล์จากระบบ 2. คัดเลือกเฉพาะยอดของสัปดาห์ล่าสุด 3. หาว่าสินค้าไหนขายดีที่สุด 3 อันดับแรก 4. เขียนสรุปไม่เกิน 5 บรรทัด

    ข้อสังเกต: ถ้าคุณยังเขียนงานเหล่านั้นออกมาเป็นข้อๆ 1-2-3-4 ไม่ได้ แสดงว่างานนั้นยังมีเงื่อนไขซับซ้อนเกินไป และไม่เหมาะที่จะเอา AI เข้ามาเสียบแทนในตอนนี้

    3. ฝึกฝนทักษะการสั่งการและการสื่อสารกับ AI (Prompt Engineering)

    เมื่อได้ขั้นตอนงานที่ชัดเจนแล้ว ให้ลองหาเครื่องมือ AI ที่ตรงกับเนื้อหาของงานนั้น เช่น ถ้านิยามงานคือการร่างข้อความ/สรุปเอกสาร ให้เลือกกลุ่ม Text Generation (ChatGPT, Gemini) ถ้านิยามงานคือการคีย์ข้อมูลข้ามโปรแกรม ให้เลือกกลุ่ม Automation (Zapier, Make) จากนั้นให้เริ่มสมัครบัญชีตัวฟรีเพื่อเข้าไปทดลองใช้งานเบื้องต้นก่อน

    ข้อสังเกต: อย่าเพิ่งรีบซื้อแพ็กเกจราคาแพงไว้ใช้ในองค์กร ให้เริ่มทดลองใช้เวอร์ชันฟรีหรือทดลองใช้ส่วนตัวดูก่อนว่าระบบมันตอบสนองต่อประเภทไฟล์หรือรูปแบบภาษาที่เราใช้จริงได้รอดไหม

    4. ป้อนคำสั่งและส่งชุดข้อมูลตัวอย่างให้ AI เรียนรู้

    ต่อมาคือการเปิดโปรแกรม AI ขึ้นมาแล้วป้อน Prompt โดยเริ่มจากใส่ขั้นตอนงานที่เราเขียนไว้ในข้อ 2 ลงไป แล้วส่งตัวอย่างงานเก่าที่มนุษย์เคยทำเสร็จและถูกต้องแล้ว ให้ AI ดูเป็นแนวทางอย่างน้อย 1-2 ตัวอย่าง เพื่อให้มันเข้าใจสไตล์และรูปแบบผลลัพธ์ที่เราต้องการจริงๆ

    ข้อสังเกต: การสั่งงาน AI ลอยๆ โดยไม่มีตัวอย่างให้มันดู จะทำให้ AI คิดไปเองและให้ผลลัพธ์ที่ใช้งานไม่ได้ การใส่ตัวอย่างให้มันดูในครั้งแรก จะช่วยลดเวลาที่ต้องตามแก้ไขงานได้ในระยะยาว

    5. ปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มทักษะให้ทีม (Upskilling)

    เมื่อ AI ส่งผลลัพธ์กลับมา ให้คุณตรวจสอบความถูกต้องทันที หากมีจุดไหนที่มันทำผิด ให้สั่งแก้ไขเฉพาะจุดนั้น เช่น ข้อมูลตรงนี้ผิด ให้เปลี่ยนไปดึงจากแถวที่ 3 แทน ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง 100% หลังจากนั้นให้ก๊อปปี้ Prompt ที่สั่งแล้วได้ผลดีที่สุดนั้น บันทึกเก็บไว้เป็น Template สำหรับหยิบมาใช้สั่งงานในครั้งต่อๆ ไปได้

    คำแนะนำ: แนะนำให้ทำสรุปคู่มือคำสั่งเล็กๆ แชร์กันในทีม เพื่อให้พนักงานคนอื่นก๊อปปี้คำสั่งนี้ไปใช้กับงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมานั่งลองผิดลองถูกใหม่ตั้งแต่ต้น

    ตัวอย่างที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้ AI กับการทำงานในปัจจุบัน

    1. ใช้ AI ช่วยสรุปเนื้อหาและจัดทำบันทึกการประชุม

    ในแต่ละวันพนักงานออฟฟิศจะหมดเวลาไปกับการเข้าประชุมหลายชั่วโมง แล้วนำมาสรุปเป็นรายงานการประชุมเพื่อส่งต่อให้ทีม ปัจจุบันมีการใช้ AI ในกลุ่มแปลงเสียงเข้ามาร่วมฟังการประชุมออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom หรือ Microsoft Teams โดยระบบจะบันทึกเสียง แยกแยะว่าใครเป็นคนพูดประโยคไหน แล้วแปลภาษาถิ่นหรือคำศัพท์เทคนิคออกมาเป็นข้อความที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสรุปประเด็นสำคัญ มติประชุม และรายการที่ต้องแยกส่งให้ทุกคนในทีมผ่านอีเมลทันทีหลังจบการประชุม

    2. ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดและตรวจจับข้อผิดพลาดในงานโปรแกรมมิ่ง

    สำหรับสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์และไอที Developer ยุคปัจจุบันจึงไม่ได้นั่งพิมพ์โค้ดเองตั้งแต่ศูนย์ทั้งหมด แต่จะใช้ AI ในลักษณะของคู่หูช่วยเขียนโค้ด โดยพิมพ์คำสั่งอธิบายฟังก์ชันที่ต้องการเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ จากนั้น AI จะเจนเนอเรทโครงสร้างโค้ดโปรแกรมมิ่งออกมาให้เลือกทันที นอกจากนี้ยังก๊อปปี้โค้ดที่มี Bug ส่งให้ AI หาจุดผิดพลาดและวิเคราะห์แนวทางแก้ไข พร้อมอธิบายเหตุผลให้เสร็จสรรพ จึงช่วยร่นเวลาการส่งมอบระบบให้เร็วขึ้นหลายเท่าตัว

    3. ใช้ AI ช่วยออกแบบภาพกราฟิกและมู้ดบอร์ดในงานโฆษณา

    ในช่วงเวลาที่เอเจนซี่โฆษณาต้องระดมสมองเพื่อทำแคมเปญหรือวางกลยุทธ์ Seeding Marketing ทีมครีเอทีฟมักเสียเวลาไปกับการค้นหาภาพอ้างอิงจากอินเทอร์เน็ตมาทำ Mood Board เพื่อนำเสนอแนวคิดให้ลูกค้าดู ปัจจุบันนักออกแบบสามารถนำ Generative AI สายภาพถ่ายและกราฟิกมาช่วยเปลี่ยนคีย์เวิร์ดแนวคิดและโทนสีที่ต้องการ ให้กลายเป็นดราฟต์เสมือนจริงที่มีสไตล์ที่หลากหลายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ช่วยให้ทีมงานและลูกค้าเห็นภาพตรงกันตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรอให้กราฟิกดีไซเนอร์วาดขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่แรก

    4. ใช้ AI วิเคราะห์ดาต้าเพื่อพยากรณ์ยอดขายและการตลาด

    ทีมการตลาดและทีมบริหารได้เปลี่ยนการนั่งเดาพฤติกรรมผู้บริโภค มาใช้ AI เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลหลังบ้านของบริษัทเพื่อทำ Predictive Analytics ระบบจะดึงข้อมูลการซื้อสินค้า ยอดขายในอดีต เทรนด์ในโซเชียลมีเดีย และสภาพเศรษฐกิจมาคำนวณร่วมกัน เพื่อพยากรณ์ว่าในไตรมาสหน้าสินค้าตัวไหนขายดีที่สุด กลุ่มลูกค้าประเภทไหนที่จะเลิกซื้อสินค้าเร็วๆ นี้ เพื่อให้ทีมการตลาดจัดโปรโมชันและเตรียมสต็อกสินค้าได้ล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง

    5. ใช้ AI คัดกรองและประเมินเรซูเม่ในงาน HR

    ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผู้สมัครงานส่ง Resume เข้ามาหลักร้อยหลักพันคนต่อวัน ทีม HR สามารถใช้ AI ช่วยสแกนไฟล์เอกสารเพื่อตรวจหาคีย์เวิร์ดที่ตรงกับคุณสมบัติของตำแหน่งงาน ประเมินระดับทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงประวัติการศึกษา โดย AI จะจัด Ranking ของผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดจำนวน 10 อันดับแรกมาให้ HR พิจารณาสัมภาษณ์ต่อทันที ช่วยลดเวลาในขั้นตอนการคัดเลือกใบสมัครจากเดิมที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที

    ท้ายที่สุดแล้วการใช้ AI ในการทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่ถือเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจในยุคดิจิทัลที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องให้ความสำคัญกันอย่างจริงจัง เพราะถ้าคุณยังขับเคลื่อนองค์กรช้ากว่าคนอื่น หรือหยิบมาใช้แบบงูๆ ปลาๆ ไม่มีกลยุทธ์รองรับที่ชัดเจน ก็อาจเปิดโอกาสให้คู่แข่งที่ใช้ AI ได้อย่างเชี่ยวชาญ เข้าแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดและฐานลูกค้าไปอย่างน่าเสียดาย