Growth Mindset คืออะไร มีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการควรรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

Growth Mindset คืออะไร มีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการควรรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

อัพเดทความรู้ธุรกิจตรงถึงอีเมล



    อัพเดทผ่าน LINE

    หรือปรึกษาเราเรื่องธุรกิจ

    ติดตาม Facebook

    กด See First ด้วยนะครับ

    Growth Mindset คืออะไร มีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการควรรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

    Growth Mindset ไม่ใช่แค่คำคมปลุกใจที่เห็นได้ตามโลกโซเชียล แต่เป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยให้คุณและธุรกิจของคุณพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด ในความเป็นจริงแล้ว คนทำธุรกิจจะรู้ดีว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะธรรมชาติของมนุษย์เรามักเลือกความปลอดภัยและกลัวความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงกับการทำธุรกิจเป็นของคู่กัน บทความนี้จะพาผู้ประกอบการมาทำความรู้จักกับ Growth Mindset ในมุมที่เอาไปใช้ได้จริง พร้อมแนะนำวิธีทดสอบ ตัวอย่างสถานการณ์ และวิธีเช็กตัวเองเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    Growth Mindset คืออะไร?

    Growth Mindset คือแนวคิดที่เชื่อว่า ทักษะและความสามารถของคนเราสามารถฝึกฝนและพัฒนากันได้ แนวคิดนี้มาจากงานวิจัยของ Carol Dweck นักจิตวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ศึกษาเรื่องศักยภาพมนุษย์แล้วค้นพบว่า ความเชื่อที่มีต่อตัวเองมีผลต่อพฤติกรรมและความสำเร็จ คนที่มี Growth Mindset จะมองความล้มเหลวเป็นสัญญาณว่าต้องเรียนรู้เพิ่ม เวลาเจอโจทย์หรือความท้าทายใหม่ ๆ คนกลุ่มนี้จึงกล้าลงมือทำโดยไม่กลัวความผิดพลาด และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอเพื่อผลักดันตัวเองให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

    Fixed Mindset กับ Growth Mindset ต่างกันอย่างไร

    ก่อนที่จะลงลึกเกี่ยวกับ Growth Mindset เราอยากให้ทุกคนแยกความต่างระหว่าง Growth Mindset กับ Fixed Mindset ให้ชัดเจนก่อน แม้ว่าสองสิ่งนี้จะพูดถึงมายเซ็ทเหมือนกัน แต่กลับมีจุดต่างที่เห็นได้ชัดตรงความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำครับ สำหรับคนที่มี Fixed Mindset จะเชื่อว่า ความฉลาด ทักษะหรือความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่มีทางเปลี่ยนอะไรได้ เลยมองความผิดพลาดเป็นเรื่องน่าอับอายและพยายามหลีกเลี่ยงความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิต

    ในทางกลับกัน คนที่มี Growth Mindset จะไม่สนใจว่าตัวเองมีต้นทุนมาเท่าไหร่ แต่จะหาทางไปต่อให้ได้ เวลาเจองานยาก ๆ หรือทำอะไรผิดพลาด เขาจะไม่มานั่งเสียใจนานหรือต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งหรือไม่เก่ง แต่จะหาทางแก้โจทย์และเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น ความต่างของวิธีคิดตรงนี้เองที่แยกคนสองกลุ่มออกจากกันชัดเจน

    Growth Mindset มีผลต่อการใช้ชีวิตอย่างไร?

    1. Growth Mindset กับการพัฒนาตนเอง

    Growth Mindset กับการพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าเราเชื่อว่าทักษะ วิสัยทัศน์ หรือศักยภาพของคนเรามันฝึกฝนและขยายขีดจำกัดกันได้ เราจะไม่สร้าง ceiling (เพดาน) กั้นตัวเองไว้ คนที่เป็นผู้ประกอบการที่มีวิธีคิดแบบนี้ เวลาอยากเรียนรู้ตลาดใหม่ ๆ หรือรู้ว่าธุรกิจตัวเองมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ เขาจะไม่มองว่าสายเกินไปหรือยากเกินความสามารถ แต่จะโฟกัสไปที่การปรับตัวทีละนิด กล้าออกจาก Comfort Zone เพื่อนำพาตัวเองและทีมไปในจุดที่ดีกว่าเดิม ต่อให้ผลลัพธ์มันไม่ได้เป็นไปตามแผน เขาก็ยังได้บทเรียนสำคัญกลับมา ทำให้ไม่จมอยู่กับความผิดหวังนาน แล้วรีบก้าวต่อทันที

    นอกจากนี้ วิธีคิดดังกล่าวยังสะท้อนออกมาในเรื่องความกล้าหาญและธรรมาภิบาลด้วย ลองนึกถึงคนที่เป็น Whistleblower หรือพนักงานที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้องในองค์กร การที่ผู้นำจะรับมือกับเรื่องนี้ได้ ต้องใช้วิธีคิดแบบ Growth Mindset สูงมาก เพราะต้องกล้าเปิดรับฟังความจริงที่น่าอึดอัด กล้าแก้ไขปัญหาที่ต้นตอดีกว่าการกลบซ่อนไว้เพื่อความสบายใจชั่วคราว ซึ่งความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องนี้เองคือมิติสำคัญของการเป็นผู้นำและองค์กรที่เติบโตอย่างมั่นคง

    2. Growth Mindset ในการทํางานและการขับเคลื่อนธุรกิจ

    Growth Mindset ถือเป็นตัวตัดสินเลยว่าธุรกิจของคุณจะรอดและโตได้ไกลแค่ไหน ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วระดับวินาที คนที่มีวิธีคิดแบบนี้จะมองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นวิกฤต ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นทีมงานในองค์กรก็ตาม

    • ในมุมผู้ประกอบการ (Entrepreneur): การทำธุรกิจมันหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและความล้มเหลวไม่ได้อยู่แล้ว คนที่มี Growth Mindset จะไม่จมกองทุกข์เวลายุทธศาสตร์ที่วางไว้มันพังหรือไม่เป็นท่า แต่จะรีบมองหาข้อผิดพลาด ปรับตัวให้ไว ยืดหยุ่นกับวิธีการ และมองว่าความล้มเหลวในวันนี้คือหลักสูตรแพง ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจรอดและเติบโตต่อได้ในวันข้างหน้า
    • ในมุมพนักงานและทีมงาน: เวลาเจอปัญหาใหญ่ งานที่ไม่เคยทำ หรือโดนติเตียน คนที่มี Growth Mindset จะไม่มองว่าตัวเองเสียหน้าหรือไร้ความสามารถ แต่จะมองว่านี่คือโอกาสได้เรียนรู้ เขาจะไม่ปฏิเสธงานยาก เพราะรู้ดีว่าทุกโจทย์ที่ท้าทายคือทางลัดในการเพิ่มทักษะและช่วยขยายขีดความสามารถของทั้งตัวเองและองค์กร

    แบบทดสอบ Growth Mindset สำหรับคนที่อยากรู้ว่า ตัวเองมี Mindset แบบไหน?

    คุณเคยสังเกตไหมว่า บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองมี Growth Mindset แต่บางทีก็มี Fixed Mindset ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลยครับ เพราะในชีวิตจริงนั้นไม่มีใครที่มี Growth Mindset ได้ 100% เราทุกคนต่างมีทั้ง 2 มุมผสมกันอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร เพื่อให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น ลองมาเช็กตัวเองผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ข้างล่างนี้กันดูว่า ตัวตนของคุณเอียงไปทางฝั่งไหนมากกว่ากัน

    สถานการณ์คนที่มี Fixed Mindsetคนที่มี Growth Mindset
    เวลาเจอด้านที่ไม่ถนัดคิดว่าเรื่องนี้เราไม่เก่ง ทำยังไงก็คงทำได้ไม่ดีเชื่อว่าเรื่องนี้เรายังไม่เก่งพอ ต้องลองฝึกและเรียนรู้เพิ่ม
    เวลาเจองานท้าทายหรือโจทย์ยากรู้สึกกลัวเสียหน้าและอยากปฏิเสธไว้ก่อนมองว่ายากแต่น่าลอง ถือเป็นโอกาสได้ทำสิ่งใหม่
    เวลาเจอความผิดพลาดในงานคิดว่าตัวเองแย่และล้มเหลวแล้วจบกันมองหาข้อบกพร่องแล้วเอาบทเรียนไปปรับแก้รอบหน้า
    เวลาได้รับคำติเตียนจากคนอื่นคิดว่าเขากำลังโจมตีหรือจับผิดเรามองว่าเขาชี้จุดบกพร่องเพื่อช่วยให้ผลงานดีขึ้น
    เวลาเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จคิดว่าเขามีบุญเก่าหรือเก่งมาตั้งแต่เกิดสนใจว่าเขาทำอย่างไรถึงสำเร็จแล้วลองศึกษาดู
    เวลาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักคิดว่าถ้าต้องเหนื่อยแปลว่าไม่มีพรสวรรค์เชื่อว่าความพยายามและการฝึกฝนคือทางเดียวที่จะเก่งขึ้น
    เวลาต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงคิดว่าแบบเดิมดีอยู่แล้ว ไม่อยากให้ยุ่งยากลองเปิดใจปรับตัวเพราะอาจเจอวิธีที่ดีกว่าเดิม
    เวลาทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จคิดว่าเราไม่เหมาะกับทางนี้แล้วยอมแพ้มองว่าวิธีนี้อาจยังไม่ถูกแล้วเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่
    เวลาต้องก้าวออกจาก Comfort Zoneรู้สึกไม่ปลอดภัยและขออยู่ในจุดที่คุ้นเคยดีกว่ายอมรับความกังวลและรู้ว่าถ้าผ่านไปได้จะเติบโตขึ้น
    มุมมองที่มีต่อคำว่าพรสวรรค์เชื่อว่าคนเราเกิดมาเก่งไม่เท่ากันและเปลี่ยนไม่ได้มองว่าพรสวรรค์เป็นแค่จุดเริ่มต้น การฝึกฝนสำคัญกว่า

    Growth Mindset มีอะไรบ้าง?

    Growth Mindset ไม่ใช่แค่คำคมที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ใช้กันทั่ว ๆ ไป แต่มันคือวิธีคิดที่สะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรมและการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตและการทำงาน ถ้าเราลองแกะองค์ประกอบของ Growth Mindset ออกมาดู โดยเฉพาะในมุมของคนทำธุรกิจและผู้ประกอบการ จะพบว่ามันมีองค์ประกอบทั้งหมด 7 อย่าง ได้แก่

    1. มองความท้าทายเป็นโอกาส

    คนที่มี Growth Mindset จะมองว่าสภาวะตลาดที่ผันผวน งานยาก ๆ หรือโจทย์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ทุกครั้งที่เจออุปสรรค มันคือสัญญาณเตือนว่าเรากำลังจะได้อัปเลเวล พวกเขาเลยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสฝึกทักษะใหม่ ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถของตัวเองและธุรกิจให้เก่งกว่าเดิม

    2. ยอมรับความล้มเหลว

    การทำธุรกิจมันไม่มีทางราบรื่น 100% เวลาที่แผนงานไม่เป็นไปตามหวัง คนกลุ่มนี้จะไม่เสียเวลาจมอยู่กับความรู้สึกแย่ ความล้มเหลวสำหรับพวกเขาไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นข้อมูลชั้นดีที่บอกว่าระบบหรือวิธีการเดิมมันมีจุดบกพร่องตรงไหน เพื่อจะได้รับกลับมาแก้ไข เปลี่ยนกลยุทธ์ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม

    3. ให้คุณค่ากับความพยายามและการฝึกฝน

    พวกเขาไม่เชื่อว่าพรสวรรค์หรือโชคชะตาจะเป็นตัวตัดสินสำเร็จในชีวิต แต่มองว่าความตั้งใจ การลงมือทำจริง และการทดลองซ้ำ ๆ ต่างหากที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า เพราะธรรมชาติของมนุษย์และองค์กรจะเกิดความชำนาญได้ก็ต่อเมื่อได้ลองผิดลองถูกและทำมันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

    4. เปิดใจรับฟังคำแนะนำเพื่อนำมาปรับปรุง

    บ่อยครั้งที่คนทำธุรกิจมักจะมองภาพรวมจากมุมของตัวเองจนมองไม่เห็นจุดบกพร่อง แต่คนที่มี Growth Mindset จะตัดอีโก้ทิ้งไป เวลาได้รับคำติชม เสียงสะท้อนจากลูกค้า หรือคำแนะนำจากทีมงาน พวกเขาจะไม่รู้สึกว่ากำลังโดนจับผิด แต่จะเปิดใจรับฟังเพื่อนำจุดบกพร่องที่มองไม่เห็นมาพัฒนาสินค้า บริการ หรือกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น

    5. นำความสำเร็จของผู้อื่นมาเป็นแรงบันดาลใจ

    เวลามองเห็นคู่แข่งประสบความสำเร็จหรือคนอื่นเติบโตไปไกลกว่า มนุษย์เรามักจะเผลออิจฉาหรือตัดท้อตัวเองโดยไม่รู้ตัว แต่คนที่มี Growth Mindset จะเท่าทันความรู้สึกนี้ พวกเขาจะไม่เสียเวลาด้อยค่าตัวเอง แต่จะมองว่าเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ แล้วลงมือถอดบทเรียนความสำเร็จของคนอื่น เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในแบบของตัวเอง

    6. ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ แต่มุ่งเน้นที่กระบวนการพัฒนา

    สมองเราชอบความเพลย์เซฟเพราะไม่อยากเจ็บปวดกับความล้มเหลวซึ่งเป็นไปโดยสัญชาตญาณ แต่คนทำธุรกิจที่มี Growth Mindset จะไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ระยะสั้น แต่มุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ระหว่างทาง พวกเขากล้าทดลองโมเดลใหม่ ๆ กล้าเปลี่ยนแผน และปรับตัวตามสถานการณ์ได้ไวกว่าคนที่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ

    7. กล้าเปิดเผยจุดอ่อนและพร้อมขอความช่วยเหลือ

    การเป็นผู้นำหรือผู้ประกอบการ ไม่ได้แปลว่าต้องรู้ทุกเรื่องหรือแบกทุกอย่างไว้คนเดียว คนที่มี Growth Mindset จะก้าวข้ามสัญชาตญาณที่กลัวโดนมองว่าไม่เก่ง พวกเขากล้ายอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้หรือยังไม่ถนัดในเรื่องไหน ถ้าพยายามเต็มที่แล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดี พวกเขาก็กล้าพอที่จะเอ่ยปากขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งความกล้านี้เองที่ช่วยให้ธุรกิจรอดและก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ไวกว่าการดันทุรังลองผิดลองถูกคนเดียว

    การพัฒนา Growth Mindset มีทั้งหมดกี่ขั้นตอน?

    ถ้าคุณอยากมีแนวคิด Growth Mindset ติดตัวจริง ๆ คุณจะต้องเข้าใจก่อนว่า มันไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ เพียงชั่วข้ามคืน แต่จะต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้ตัวเองคิดแบบนี้อยู่เสมอ เพราะการฝึกตัวเองแบบนี้ก็ถือว่าฝืนสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่ไม่น้อยเลย วันนี้เราเลยจะมาแบ่งวิธีพัฒนา Growth Mindset ทั้งหมด 4 ขั้นตอนตามที่คอร์สอบรม Growth Mindset นิยมใช้กัน ดังนี้

    ชื่อขั้นตอนพฤติกรรมกับดักความคิดที่ต้องระวังวิธีวัดผลด้วยตัวเอง
    ตระหนักรู้และเท่าทันเสียงในหัวสังเกตและเท่าทันตัวเองเมื่อสัญชาตญาณความกลัวเริ่มทำงาน เช่น เสียงที่บอกว่า “เราทำไม่ได้หรอก” หรือ “กลัวทำออกมาแล้วแย่”คิดว่าตัวเองไม่มี Fixed Mindset เลย เพราะในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ทุกคนมี Fixed Mindset ซ่อนอยู่ในบางเรื่องเสมอเมื่อเจอความท้าทายใหม่ เราจะเริ่มเห็นความกลัวของตัวเองทันที โดยไม่รีบปฏิเสธงานนั้นไปก่อนหรือเปล่า?
    ยอมรับว่ามีทางเลือกในการตอบสนองรู้ว่าความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราเลือกได้ว่าจะยอมจำนน หรือจะลองเผชิญหน้ากับมันดูสักตั้งหลอกตัวเองว่ายอมรับ ทั้งที่ใจยังต่อต้าน อารมณ์ประมาณว่าพยายามคิดบวกแต่ลึก ๆ ก็ยังรู้สึกกลัวและกดดันอยู่พอสมควรเวลาเกิดปัญหา เราหยุดตั้งสติได้เร็วขึ้นไหม เริ่มเปลี่ยนจากการบ่นมาเป็นการถามตัวเองว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วหรือยัง?
    โต้ตอบด้วยภาษาเปลี่ยนจากคำว่า “ทำไม่ได้” เป็น “ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่ถ้าเรียนรู้เพิ่มน่าจะทำได้คิดว่าแค่พยายามแล้วก็คือจบ  ที่จริงแล้วต้องมองหาแนวทางและวิธีการใหม่ๆ ด้วยดูว่า คำพูดติดปากของเราเปลี่ยนจากคำพูดเชิงลบเป็นเชิงบวกมากขึ้นไหม? เช่น “ฉันไม่เก่งเรื่องนี้” เป็น “ฉันยังไม่ถนัดเรื่องนี้ แต่กำลังศึกษาทำความเข้าใจมันอยู่”
    ลงมือทำและปรับปรุงอยู่เสมอ ๆกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone ลงมือทำจริง ยอมรับความล้มเหลว และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริง ๆฝืนทำวิธีเดิมซ้ำๆ แล้วเชื่อว่านี่คือการไม่ย่อท้อ จริง ๆ แล้ว การพยายามทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ทั้งที่มันไม่ได้ผล นี่ไม่ใช่ Growth Mindset แต่คือการดันทุรังพอทำพลาด เราไม่จมกับความรู้สึกแย่นาน แต่จะหาจุดบกพร่องโดยเร็วที่สุด และกล้าเอ่ยปากขอคำแนะนำจากผู้อื่นมากขึ้นไหม?

    สุดท้ายแล้ว การสร้าง Growth Mindset สำหรับคนทำธุรกิจ ไม่ใช่การบังคับตัวเองหรือทีมงานให้เป็นคนที่เก่ง ฉลาด หรือ Perfect อยู่ตลอดเวลา แต่เป็นการยอมรับว่า การทำธุรกิจมันมีผิดพลาดได้ ล้มเหลวได้ และคนเรามีความรู้สึกกลัวได้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคุณตระหนักรู้ว่า ทั้งตัวคุณและธุรกิจของคุณมีคุณค่าพอที่จะประสบความสำเร็จ หรือมองว่าชีวิตนี้มีชีวิตเดียว อยากลองทำโมเดลใหม่ ๆ ดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย ความคิดที่กล้าเปิดใจและยืดหยุ่นนี้นี่เอง ที่จะพาธุรกิจของคุณไปยังจุดที่ดีขึ้นแบบที่คุณอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนในแบบที่ตัวคุณเองก็ยังตกใจ