Business Model Canvas คืออะไร รวมตารางและตัวอย่างที่ธุรกิจใช้ได้จริง

Business Model Canvas คืออะไร รวมตารางและตัวอย่างที่ธุรกิจใช้ได้จริง

อัพเดทความรู้ธุรกิจตรงถึงอีเมล



    อัพเดทผ่าน LINE

    หรือปรึกษาเราเรื่องธุรกิจ

    ติดตาม Facebook

    กด See First ด้วยนะครับ

    ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการมือใหม่หลายคนคงมีไฟไอเดียเต็มหัวมากมายที่พร้อมจะลงมือทำจริง แต่ปัญหาคือความคิดพวกนั้นมันมันมักจะลอยนิ่ง ๆ อยู่ในอากาศ พอไม่มี Business Model Canvas เข้ามาจับให้เป็นรูปธรรม มันเลยกลายเป็นความเสี่ยงที่พร้อมจะพังทันทีที่ทุ่มเงินลงไป บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับเครื่องมือจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ใครหลายคนมองข้ามไป พร้อมตารางและตัวอย่างให้คุณแกะไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเองได้ทันที โดยไม่ต้องไปนั่งเสียเวลางมอ่านทฤษฎีจากที่ไหนอีก

    Business Model Canvas คืออะไร?

    Business Model Canvas คือ เครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของธุรกิจมาคัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือเฉพาะสิ่งสำคัญทั้งหมด 9 ด้าน ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมาย วิธีทำเงิน ไปจนถึงโครงสร้างต้นทุน ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมทันทีว่าโมเดลที่คิดไว้เป็นไปได้แค่ไหน จุดไหนเป็นจุดแข็ง จุดไหนยังมีรอยรั่ว และที่สำคัญช่วยให้คนในทีมทุกคนเห็นภาพตรงกัน โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งอ่านแผนธุรกิจเล่มหนาเป็นร้อยหน้าเลย

    Business Model Canvas มีผลต่อธุรกิจแค่ไหน?

    ข้อมูลจากสถาบันสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ระบุว่า ประมาณ 20% ของธุรกิจใหม่ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรก และเพิ่มเป็นเกือบ 50% ที่ล้มไม่เป็นท่าภายใน 5 ปี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ที่เจ๊งในช่วง 5 ปีแรกไม่ใช่เพราะไอเดียไม่ดี แต่เป็นเพราะคิดทุกอย่างไว้ในหัวแล้วรีบทุ่มเงินทันที หลายคนไม่เคยเช็กเลยว่าสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงในตลาดตรงกันไหม ทำให้สินค้าที่ออกมาขายใครไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครต้องการ จุดนี้เองที่ทำให้ Business Model Canvas เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบังคับให้เรานำข้อสมมติฐานในหัวมาแผ่ให้เห็นบนกระดาษ ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นว่าไอเดียที่คิดว่ามันสมเหตุสมผลไหม พอที่จะเอาตัวรอดได้หรือเปล่า หรือจะพังตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มลงทุนจริงเลยด้วยซ้ำ โดยเครื่องมือ BMC มีต่อธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น…

    • เห็นความเสี่ยงก่อนลงเงินจริง: คุณจะเห็นทันทีว่าส่วนไหนของแผนที่ยังลอย ๆ เช่น สินค้าดีมาก แต่ช่องทางขายยังไม่ชัดเจน ช่วยให้ไหวตัวทันก่อนทุ่มเงินก้อนใหญ่ลงไปกับช่องทางที่ไม่แน่นอน
    • ปรับเปลี่ยนแผนได้ทันทีที่สถานการณ์เปลี่ยนไป: พอตลาดเปลี่ยนเทรนด์หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คุณไม่ต้องเสียเวลามานั่งเขียนแผนธุรกิจใหม่ทั้งเล่ม แค่ดึงส่วนที่มีปัญหาออกแล้วปรับแก้นิดหน่อยก็เดินหน้าต่อได้เลย
    • ทำให้คนทั้งองค์กรเข้าใจภาพเดียวกัน: ตัวเครื่องมือจะแปลงไอเดียที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาพรวมที่เข้าใจง่าย มองเห็นทุกอย่างตรงกัน ช่วยให้ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต และฝ่ายการเงิน เห็นเป้าหมายและไม่ทำงานขัดขากันเอง
    • ช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน: พอเรารู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนเพื่อหาเงินเข้าบริษัท แล้วอะไรที่ทำทีหลังได้ ธุรกิจจะไม่เสียเวลาและงบประมาณไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

    แล้วทำไมคนส่วนมากถึงมองข้าม Business Model Canvas

    ต่อให้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ๆ แต่ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามกันไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจหรือใช้เครื่องมือไม่เป็น แต่เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าขั้นตอนพวกนี้เป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา ในเมื่อมีแผนในหัวอยู่แล้วก็ลงมือทำเลยสิ พอคิดแบบนั้นแล้วก็รีบผลิตสินค้าออกมาขายทันที ยิ่งไปกว่านั้น การมานั่งเขียนมันลงมาตรง ๆ มันจะบีบให้เราต้องยอมรับความจริงที่น่าอึดอัดว่า ไอเดียที่เราคิดว่าเจ๋งนั้น ที่จริงแล้วมีช่องโหว่เต็มไปหมด แถมยังหาเงินแน่นอนยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะมองข้ามแล้วไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้า แทนที่จะยอมรับข้อผิดพลาดตั้งแต่บนกระดาษ

    รวมสัญญาณเตือนว่าต้องเอา Business Model Canvas มาใช้แล้ว

    หากคุณกำลังเจอสถานการณ์เหล่านี้อยู่ อย่าพึ่งทุ่มเงินเพิ่มเด็ดขาด! เพราะนี่คือไซเรนที่บอกว่าโครงสร้างธุรกิจของคุณกำลังมีปัญหา และถึงเวลาต้องดึง Business Model Canvas มาใช้ได้แล้ว

    • ทำยอดขายได้แต่ไม่เห็นกำไร: ต่อให้สินค้าจะขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน แต่พอเช็กเงินในบัญชีจริง ๆ กลับไม่มีเหลือเลย บางคนติดลบยด้วยซ้ำ แสดงว่าโครงสร้างต้นทุนหรือวิธีหาเงินกำลังมีปัญหาแล้วล่ะ
    • เข้าร่วมสงครามราคา เพราะเห็นว่าใคร ๆ ก็ทำกัน: เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องตัดราคาแข่งกับคนอื่นไปเรื่อย ๆ เพราะสินค้าของคุณไม่มีจุดขายแล้ว แสดงว่าสินค้าของคุณไม่มีค่าพอที่ลูกค้าจะยอมจ่ายเต็ม
    • คุยกับคนในทีมไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างเดิน: ถ้าการตลาดสัญญากับลูกค้าไว้อย่างหนึ่ง แต่ฝั่งผลิตทำอีกอย่างหนึ่ง หรือฝั่งการเงินนั่งปวดหัวกับงบอะไรก็ไม่รู้ แสดงว่าตอนนี้แต่ละคนมองภาพธุรกิจคนละเวอร์ชันกันแน่นอน
    • ออกสินค้าใหม่ก็เงียบกริบ: ต่อให้ทุ่มเงินพัฒนาของใหม่เพราะคิดว่าเจ๋ง แต่พอปล่อยลงตลาดจริง ๆ กลับเงียบสนิท แสดงว่าไอเดียในหัวมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของลูกค้าเลย
    • วิกฤตเข้า แต่ไม่รู้จะปรับแก้ตรงไหนดี: พอเห็นยอดขายตกหรือเกมในตลาดเปลี่ยน ก็เริ่มเคว้ง จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรแก้ที่กลุ่มลูกค้า ช่องทางขาย หรือสินค้าก่อนดี
    • ลูกค้ารายใหญ่หายไปคนเดียว ธุรกิจแทบล้มละลาย: หากคุณพึ่งพาฐานลูกค้าหรือช่องทางรายอยู่แค่จุดเดียวมากเกินไป โดยไม่มีแผนรองรับความเสี่ยง พอเวลาเขาหายไปจริง ๆ ก็ทำเอาหลาย ๆ ธุรกิจลมจับกันไปตาม ๆ กัน

    Business Model Canvas มีอะไรบ้าง?

    หลายคนอาจคิดว่าการทำแผนธุรกิจต้องเริ่มจากการคิดว่าจะผลิตอะไรออกมาขาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว Business Model Canvas จะบังคับให้เราหยุดคิดเรื่องสินค้า แล้วหันมาจัดระเบียบความคิดโดยอาศัยองค์ประกอบทั้ง 9 ข้อที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพราะต่อให้สินค้าจะดีแค่ไหน แต่ถ้าช่องทางขายพัง หรือคิดโครงสร้างต้นทุนผิด ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้อยู่ดี สำหรับองค์ประกอบที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ BMC มีดังนี้

    1. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Customer Segments)

    คุณต้องรู้ก่อนว่าสินค้าของคุณไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทุกคน ถ้าคุณพยายามขายสินค้าให้คนทั้งโลก สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีใครยอมจ่ายเงินให้คุณเลย การเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนจึงเป็นการปักป้ายหน้าหน้าร้านว่าใครคือคนที่มีปัญหาและพร้อมจ่ายให้เรามากที่สุด อาจเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนวัยทำงานที่ไม่มีเวลาทำอาหารเอง เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ปวดหัวกับบัญชีหลังบ้าน หรือคนรักสัตว์ที่อยากได้อาหารสัตว์เลี้ยงแบบออร์แกนิก การมองเห็นใบหน้า สไตล์การใช้ชีวิต และปัญหาของลูกค้าที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณไม่หลงทางไปทุ่มเงินกับการผลิตของที่ไม่มีใครต้องการเลย นอกจากนี้ การนำแนวคิดการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการแข่งขันอย่าง Five Forces Model เข้ามาช่วยประเมินร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่าในกลุ่มเป้าหมายนั้น มีอำนาจการต่อรองของลูกค้า หรือการคุกคามจากสินค้าทดแทนสูงแค่ไหน ก่อนที่จะเริ่มลงมือวางโครงสร้างส่วนอื่นต่อไป

    2. จุดเด่นและคุณค่าของสินค้า (Value Propositions)

    ต่อให้คุณจะรู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่ถ้าตอบไม่ได้ว่า “ทำไมเขาต้องซื้อคุณ ไม่ใช่คู่แข่ง” ธุรกิจก็รอวันเจ๊งได้เลย เพราะคุณค่าที่แท้จริงไม่ใช่การกางสเปกสินค้าว่าดีแค่ไหน แต่ต้องอธิบายได้ว่าสินค้าของคุณเข้าไปช่วยลด Pain Point หรือสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ขายกาแฟสดคุณภาพดี แต่ขายความสดชื่นหรือพื้นที่นั่งทำงานที่เงียบสงบ การนิยามคุณค่าให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา จะเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นของที่ต้องมีในสายตาลูกค้าทันทีครับ

    3. ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า (Channels)

    พอคุณมีสินค้าดี ๆ อยู่ในมือ มีคนพร้อมจ่าย คำถามต่อมาคือคุณจะพาสินค้าไปเสิร์ฟถึงมือลูกค้าได้อย่างไร สำหรับช่องทางการเข้าถึงลูกค้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ใช่แค่บริษัทขนส่งนะครับ แต่ครอบคลุมตั้งแต่จุดที่ลูกค้าเห็นหน้าคุณเป็นครั้งแรก ตัดสินใจกดสั่งซื้อ รับสินค้า ไปจนถึงวันที่เขาเคลมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งจากหน้าร้านจริง เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย คุณต้องให้ความสำคัญกับ Touchpoint ทุกจุด เพราะถ้าจุดใดจุดหนึ่งล่าช้า ใช้งานยาก ลูกค้าก็จะเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งแน่นอน

    4. ความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationships)

    ธุรกิจหลายแห่งมีสิ่งหนึ่งที่ทำพลาดคล้าย ๆ กัน นั่นคือการรีบปิดการขายทันที หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกค้า แต่โจทย์จริง ๆ ในการทำธุรกิจคือคุณจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าไม่หนีไปหาคู่แข่ง หรือทำให้เขารักแบรนด์จนต้องบอกต่อ ในพาร์ทของความสัมพันธ์กับลูกค้านั้นคุณจะต้องกำหนดรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่จะใช้มัดใจเขา ซึ่งในปัจจุบันมันมีหลายช่องทางมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจของคุณ เช่น คุณอาจปล่อยให้พนักงานดูแลแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบุคคล, การใช้ระบบอัตโนมัติหรือ AI เข้ามาช่วยตอบคำถามเบื้องต้นแทนคนจริง ๆ หรือการสร้าง Community ให้กลุ่มลูกค้าเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเอง การวางกลยุทธ์ตรงนี้ให้ชัดจะช่วยเปลี่ยนจากลูกค้าที่ซื้อเพียงครั้งเดียว ให้กลายเป็นแฟนคลับเดนตายที่สร้างรายได้ให้คุณในระยะยาว

    5. กระแสรายได้ (Revenue Streams)

    จุดนี้ถือเป็นจุดหักปากกาเซียนที่ใครหลายคนตกม้าตายกันมาเยอะแล้ว หลายคนชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าขายของได้ ก็ได้เงินสิ ทั้งที่จริง ๆ แล้วช่องทางเข้าของเงินมันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น คุณจะต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าอยากจ่ายเงินให้คุณแบบไหน มีทั้งแบบจ่ายครั้งเดียวจบ, จ่ายแบบรายเดือนด้วยการสมัครสมาชิก, คิดค่าเช่า ค่าธรรมเนียม หรือเก็บค่าคอมมิชชันจากการเป็นตัวกลาง การมีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายและชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ธุรกิจต้องแขวนชีวิตไว้กับสายป่านเส้นเดียว และทำให้มีเงินสดไหลเข้าบริษัทตลอดเวลา

    6. ทรัพยากรหลัก (Key Resources)

    ถ้าอยากให้ธุรกิจรันไปได้เรื่อย ๆ คุณต้องรู้ว่าวัตถุดิบหลักที่ธุรกิจขาดไม่ได้เลยมีอะไรบ้าง เพราะถ้าไม่มีวัตถุดิบหลัก ทุกอย่างก็คือจบ ซึ่งวัตถุดิบหลักในที่นี้ไม่ได้มีแค่เงินทุนหรือหน้าร้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึง เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชัน อัลกอริทึม หรือทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สูตรลับ แบรนด์ สิทธิบัตร ไปจนถึงทีมพัฒนาระบบหรือเชฟฝีมือดีที่เป็นคนจริง ๆ อีกด้วย การรู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นจริง ๆ จะช่วยให้คุณโฟกัสถูกจุด ไม่เอาเงินไปทิ้งกับของที่ไม่จำเป็นตั้งแต่วันแรก

    7. กิจกรรมหลัก (Key Activities)

    คำถามต่อมาคือ ในวัน ๆ หนึ่ง คุณและทีมจะต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าได้ยาว ๆ ช่องนี้ไม่ใช่แค่จด To-do list จิปาถะ แต่เป็นงานคอขาดบาดตายที่ถ้าหยุดทำเมื่อไหร่ ธุรกิจพังทันที ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทำแอปพลิเคชัน หน้าที่หลักคือการเขียนโค้ดและแก้บั๊ก ถ้าทำแบรนด์เสื้อผ้า หน้าที่หลักก็คือการออกแบบและการตลาด หรือถ้าเป็นธุรกิจที่ปรึกษา หน้าที่หลักก็คือการแก้ปัญหาให้ลูกค้า การระบุจุดนี้จะช่วยให้คุณไม่เสียเวลาไปกับงานยิบย่อยที่ไม่สร้างอิมแพ็กต์ให้ธุรกิจแม้แต่น้อย

    8. พันธมิตรหลัก (Key Partners)

    การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองถือเป็นอะไรที่ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย เพราะนอกจากจะเหนื่อยตายแล้ว ยังสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลาโดยใช่เหตุ ข้อนี้จึงเน้นไปที่การมองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยทำในสิ่งที่คุณไม่เชี่ยวชาญ หรือช่วยลดความเสี่ยงให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ที่ป้อนวัตถุดิบคุณภาพดีในราคาถูก บริษัทขนส่งที่ช่วยให้ส่งของไวขึ้น หรือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยยิงโฆษณาขยายฐานลูกค้า การมีพันธมิตรที่เก่งและไว้ใจได้ จะช่วยให้คุณประหยัดต้นทุนและโตไวกว่าการนั่งลองผิดลองถูกอยู่คนเดียวหลายเท่าเลย

    9. โครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)

    สำหรับช่องสุดท้ายนี้เป็นตัวช่วยเตือนสติว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในโมเดลนี้มันคุ้มค่าจริงไหม คุณต้องกางออกมาให้เห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนเป็นก้อนใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Fixed Costs อย่างค่าเช่าพื้นที่ เงินเดือนพนักงาน หรือต้นทุนผันแปรอย่างค่าวัตถุดิบและค่าโฆษณา การเห็นตัวเลขที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณประเมินได้เลยว่า ต้องขายให้ได้เท่าไหร่ถึงจะคืนทุน แล้วถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา ควรตัดงบตรงไหนออกก่อนเพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้

    ตาราง Business Model Canvas สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

    หลังจากเข้าใจคอนเซปต์ของแต่ละข้อ ก็ถึงเวลาที่จะต้องนำมาใช้จริงแล้วครับ หากคุณเป็นผู้ประกอบการมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าหน้าตาของ Business Model Canvas เป็นยังไง ต้องวางอะไรไว้ตรงไหนบ้าง วันนี้เรามีตารางมาฝากคุณครับ

    ฝั่งหลังบ้าน (การดำเนินงาน)หัวใจของธุรกิจฝั่งหน้าบ้าน (ลูกค้า)
    พันธมิตรหลัก
    คนหรือบริษัทที่มาช่วยทำในสิ่งที่ธุรกิจทำเองไม่ไหว เช่น ซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบ บริษัทขนส่ง หรือแพลตฟอร์มรับชำระเงิน
    จุดเด่นและคุณค่า
    สิ่งที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาหรือทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น จนทำให้เขาตัดสินใจเลือกซื้อเราแทนที่จะไปซื้อของคู่แข่ง
    ความสัมพันธ์กับลูกค้า
    วิธีการมัดใจให้ลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำ เช่น การจัดโปรโมชันสะสมแต้ม การดูแลหลังการขาย หรือการตอบแชตอย่างรวดเร็ว
    กิจกรรมหลัก
    งานคอขาดบาดตายที่ต้องลงมือทำทุกวันเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น การผลิตสินค้า การคุมคุณภาพ หรือการโฆษณาหาลูกค้า
    ช่องทางการเข้าถึง
    จุดหรือช่องทางที่ทำให้ลูกค้ารู้จัก ได้ทดลองสัมผัส และกดสั่งซื้อสินค้า เช่น โซเชียลมีเดีย หน้าร้านจริง หรือแอปพลิเคชัน
    ทรัพยากรหลัก
    วัตถุดิบ สิ่งของ เทคโนโลยี หรือตัวบุคคลที่ขาดไม่ได้ เช่น หน้าร้าน เครื่องจักร สูตรลับเฉพาะ หรือทีมงานฝีมือดี
    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
    คนที่มีปัญหาชัดเจนและพร้อมโอนเงินให้เรามากที่สุด มองเห็นทั้งพฤติกรรม สไตล์การใช้ชีวิต และความต้องการชัดเจน
    ฝั่งรายจ่าย (ต้นทุน)ฝั่งรายรับ (รายได้)
    โครงสร้างต้นทุนกระแสรายได้
    รายจ่ายก้อนใหญ่ทั้งหมดที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ธุรกิจดำเนินอยู่ได้ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงาน และค่าโฆษณาเงินทั้งหมดที่ไหลเข้ามาในธุรกิจจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการขายขาด การเก็บค่าบริการรายเดือน หรือการคิดค่าธรรมเนียม

    Business Model Canvas Template ฟรี ที่ไหนดี?

    ถ้าคุณกำลังมองหา Template แบบเอามาใช้งานได้เลย ไม่ต้องนั่งตีเส้นเอง ผมได้คัดแหล่งแจก Template ยอดฮิตที่ออกแบบมาสำหรับคนทำธุรกิจโดยเฉพาะ และที่สำคัญคือ “ฟรี” เลือกใช้ตามสไตล์การทำงานของคุณหรือของทีมได้เลย

    • Strategyzer: สำหรับเจ้านี้ถือเป็นต้นตำรับที่คิดค้น Template สำหรับ BMC ในรูปแบบของ PDF ฉบับออริจินัลให้ดาวน์โหลดฟรี เหมาะสำหรับคนที่ชอบปริ้นต์ออกมาแปะ Post-it พร้อมใช้งานทันที
    • Canva: นอกจากจะเน้นการทำกราฟฟิกแล้ว ยังมีเทมเพลต BMC สวยๆ ให้เลือกเพียบ ปรับแต่งฟอนต์ สีสัน และใส่โลโก้แบรนด์ได้ง่ายมาก เหมาะกับคนที่ต้องนำเสนอผลงานหรืออยากได้ภาพสรุปที่ดูเป็นมืออาชีพ
    • Miro / Mural: เครื่องมือ Visual Workspace สายทำงานออนไลน์ที่ตอบโจทย์ทีม Remote สุด ๆ มีเทมเพลต BMC ให้ดึงมาใช้ได้ทันที ทุกคนในทีมสามารถช่วยกันแปะโน้ตและแก้ไขพร้อมกันได้แบบ Real-time
    • Figma (FigJam): บอกเลยว่าสายเทคและดีไซเนอร์ชอบแน่นอน เพราะมี Template ฟรีบน Figma Community ให้เลือกเยอะมาก แถมยังปรับแต่งโครงสร้างได้ตามใจชอบและทำงานร่วมกันออนไลน์ได้ลื่นไหลสุด ๆ
    • Google Slides / Google Sheets: เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสายคลาสสิกที่ใช้งานง่ายมาก ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม สามารถแก้ไขบน Cloud ร่วมกับทีม และแชร์ลิงก์ส่งต่อให้คนอื่นดูได้ทันที

    ตัวอย่าง Business Model Canvas ที่คุณเอาไปประยุกต์ใช้ได้เลย

    หากพูดถึง Business Model Canvas ตัวอย่างธุรกิจที่เราอยากแนะนำจะเน้นไปที่ธุรกิจที่เห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านขายของออนไลน์ หรือธุรกิจบริการยุคใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการมือใหม่เห็นภาพชัดว่า ถ้าเอาแนวคิดทั้ง 9 ช่องมาปรับใช้กับโมเดลธุรกิจจริงแล้ว หน้าตาและโครงสร้างจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วจะนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ยังไงบ้าง ในที่นี้เราจะขอยกตัวอย่างเป็นร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่นำ BMC มาใช้จริง ดังนี้

    ฝั่งหลังบ้าน (การดำเนินงาน)หัวใจของธุรกิจฝั่งหน้าบ้าน (ลูกค้า)
    พันธมิตรหลัก
    • โรงคั่วเมล็ดกาแฟ• ซัพพลายเออร์นมและนมทางเลือก• แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันจัดส่งอาหาร
    จุดเด่นและคุณค่า
    • กาแฟสกัดสด รสชาติคงที่ มีเมนูทางเลือกสุขภาพ• บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งทำงาน มีปลั๊กและอินเทอร์เน็ตฟรี
    ความสัมพันธ์กับลูกค้า
    • ระบบสะสมแต้มผ่านเบอร์โทรศัพท์• บริการเป็นกันเอง จำเมนูโปรดของลูกค้าประจำได้
    กิจกรรมหลัก
    • ชงกาแฟและคุมคุณภาพรสชาติ• ตลาดออนไลน์ดึงคนเข้าร้าน• ดูแลความสะอาดและบรรยากาศในร้าน
    ช่องทางการเข้าถึง
    • หน้าร้านใกล้โซนออฟฟิศ• แอปพลิเคชันจัดส่งอาหาร• เพจโซนโซเชียลมีเดียของร้าน
    ทรัพยากรหลัก
    • เครื่องชงกาแฟประสิทธิภาพสูง• บาริสต้าที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ• ทำเลที่ตั้งเดินทางสะดวก
    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
    • พนักงานออฟฟิศที่ต้องการกาแฟคุณภาพดีในช่วงเช้า• กลุ่มคนทำงานอิสระที่มองหาพื้นที่นั่งทำงานพร้อมเครื่องดื่ม
    โครงสร้างต้นทุนกระแสรายได้
    • ค่าวัตถุดิบ (เมล็ดกาแฟ นม นำ้หวาน แก้ว)• ค่าเช่าสถานที่ และค่าน้ำค่าไฟ• เงินเดือนบาริสต้าและพนักงาน• ค่าส่วนแบ่งการขายให้แพลตฟอร์มจัดส่ง• รายได้จากการขายเครื่องดื่มและขนมหน้าร้าน• รายได้จากการขายผ่านบริการจัดส่งอาหาร• รายได้จากการขายเมล็ดกาแฟคั่วแบบซอง

    แม้ว่าการเริ่มทำ Business Model Canvas ตั้งแต่ช่วงที่ไอเดียของคุณเป็นแค่ความคิดในหัว จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวม ทดลองปรับเปลี่ยน และลดความเสี่ยงก่อนลงเงินจริง ยิ่งหากคุณนำไปใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินจุดแข็งจุดอ่อนอย่างการทำ SWOT Analysis ก็จะยิ่งช่วยให้การวางแผนธุรกิจมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น 

    แต่หากคุณเป็นผู้ประกอบการมือใหม่ที่อยากเจาะลึก ลงรายละเอียดในแต่ละช่องให้ชัดกว่าเดิม เราขอแนะนำให้ลองไปมองหาหลักสูตร Business Model Canvas ดี ๆ สักอันมาเรียนเพิ่มเติมถือว่าดีไม่น้อย อย่าลืมนะครับว่า การทำ BMC แบบเจาะลึกจริง ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจของคุณล้มไม่เป็นท่าได้มากกว่าการรู้แบบผิวเผินทั่วไปแน่นอน