อายุไม่ถึง 30 มีเงินล้าน ได้ด้วย 5 Mindset ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือเจ้าของกิจการมือใหม่

อายุไม่ถึง 30 มีเงินล้าน ได้ด้วย 5 Mindset ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือเจ้าของกิจการมือใหม่

อัพเดทเรื่องราวธุรกิจที่ไม่ควรพลาด


    อัพเดทผ่าน LINE

    หรือปรึกษาเราเรื่องธุรกิจ

    ติดตาม Facebook

    อย่าลืมกด See First ด้วยนะครับ

    คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน First Jobber หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เริ่มทำธุรกิจในวัย 20 ต้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะตั้งเป้าหมายว่า อายุ 30 ขอมีเงินเก็บสัก 1 ล้านบาท ก็โอเคแล้ว โดยในความเป็นจริง มีโอกาสสูงมากที่คุณจะมีเกิน 1 ล้าน และก็มีโอกาสสูงมากที่คุณอาจมีไม่ถึง 1 ล้านเช่นกัน อยู่ที่หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน รวมไปถึงวิศัยทัศน์ Mindset และนิสัยส่วนตัวของคุณเองด้วย ซึ่งบทความนี้เราจะมีพูดกันเรื่อง Mindset ที่จะช่วยให้คุณ มีเงินล้าน ก่อนอายุ 30

    สำหรับคนที่ทำธุรกิจ การมีเงินล้านก่อนอายุ 30 ปี ในที่นี้เราหมายถึงเงินเก็บส่วนตัว ไม่ใช่ยอดขายจากธุรกิจ เพราะในเชิงธุรกิจ และบัญชีแล้ว เงินยอดขายนั้นยังไม่ได้เป็นของคุณ ต้องเอามาหักค่าใช้จ่ายจนเหลือเป็นกำไรสุทธิ จึงจะสามารถแบ่งออกมาเป็นปันผลของเจ้าของกิจการ หรือออกมาเป็นเงินเดือนของตัวเอง ซึ่งอย่าลืมว่าในช่วงแรกของการทำธุรกิจ คุณต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็น Cash Flow และเงินสำหรับการลงทุนด้วย

    สำหรับพนักงานประจำ คุณอาจจะหาโอกาสที่เงินเดือนพุงขึ้น 50%+ ไม่ง่ายนัก แต่ก็อาจเป็นไปได้สัก 1-2 ครั้งในช่วงก่อน 30 ปี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายงาน และความสามารถจริงๆ สิ่งสำคัญคือการวางแผนตั้งแต่วันนี้ เช่น ถ้าเก็บเดือนละ 10,000 บาทตลอด จน อายุ 30 เงินเก็บ จะมีเงินล้านได้ไหม.. หากไม่ได้ อาจต้องศึกษาเพิ่มเติม ว่ามีการลงทุน หรือการออมแบบไหนบ้างไหม ที่จะช่วยให้เงินก้อนนี้เติบโตขึ้น จนสามารถมี 1 ล้านบาทได้ก่อน 30 ปี

    อย่างไรก็ตาม เราจะยังไม่พูดถึงการบริการจัดการเงินในบทความนี้ เพราะเราจะมาโฟกัสในสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ Mindset ของคุณ

    5 Mindset ที่ช่วยให้คุณมีเงินล้านก่อนอายุ 30

    หลายคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Jack Ma, Steve Jobs หรือ Warren Buffett หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญนอกเหนือจากความรู้ และความเชี่ยวชาญ ก็คือ ทัศนคติ และ Mindset ที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน การทำงาน และการตัดสินใจ

    1. คิดบวกถึงแม้คุณกำลังเจอเรื่องลบๆ

    การคิดบวกไม่ได้หมาความว่าคุณต้องเป็นคนโลกสวย แต่มันคือการโฟกัสไปยังเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น เพราะหากคุณเจอปัญหาแล้วมานั่งคิดลบ เครียดเกินไปกับสิ่งๆ นั้น มันจะทำให้คุณคิดอะไรต่อไม่ออก และหลุดโฟกัสเป้าหมายใหญ่ที่ไกลกว่านั้นได้ รวมถึงจะทำให้คุณมองไม่เห็นโอกาสอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว

    ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนเกิดการระบาดโควิดในประเทศไทย ตลาดหุ้นร่วงลงเยอะมาก ใน Portfolio ของหลายคนก็คงเป็นสีแดงไม่ต่างกัน หากคุณคิดลบ คุณจะมองว่านี่คือความล้มเหลวในการลงทุนของคุณที่ไม่ได้ตัดสินใจขายออกไปก่อนหน้านี้ แต่หากคุณคิดบวก คุณจะมองเห็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีราคาถูกเต็มไปหมด

    มีคำหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษคือ See the best in every situation หมายความว่า ให้มองหาสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ สถานการณ์ ซึ่งคุณจะไม่สามารถเจอสิ่งที่ดีที่สุด หากคุณยังมี Mindset ที่เป็นลบต่อสถานการณ์นั้นๆ

    2. มี Passion ในสิ่งที่คุณทำ

    Passion จะช่วยต่อยอด และพาคุณไปในที่ๆ คุณไม่เคยไป หรือไม่คิดว่าจะไปถึง เช่น หากคุณไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุนในสิ่งๆ หนึ่ง แต่คุณมี Passion มากในการที่จะลงทุนในสิ่งนั้น.. Passion จะเป็นตัวพาคุณเข้าไปศึกษา และคลุกคลีจนคุณเริ่มมีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้นเอง

    ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานประจำหรือทำธุรกิจ การทำงานบางเดือนมันอาจจะมีบ้างแหละที่เหนื่อยมาก หรือทำงานดึกจนไม่ค่อยจะได้นอน ยิ่งหากทำธุรกิจ บางเดือนทำงานเกือบตายกลับไม่มีกำไรด้วยซ้ำ ถ้า Passion ไม่พอ ก็อาจจะล้มเลิกไปได้ง่ายๆ หรือก็อาจะดำเนินการต่อ ทำงานนั้นต่อ แต่ทำไปวันๆ ซึ่งก็จะไม่มีการเติบโต เงินเดือนก็ไม่ขึ้น รายได้ก็ไม่เพิ่ม การที่จะไปถึงหลักล้านก่อน 30 ก็อาจจะยาก

    ซึ่งหากคุณต้องการเติบโตในสายงานอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะเพิ่มรายได้ไปยังเงินเก็บหลักล้าน คุณต้องมี Passion พอสมควร เพราะมันจะทำให้คุณโดดเด่นกว่าอีกหลายๆ ที่ไม่มี Passion ในการทำงาน

    3. หยุดใส่ใจความคิดเห็นคนอื่นบ้าง

    หลายคนกลัวว่าถ้าทำแบบนี้ แล้วคนอื่นจะมองเราแบบไหน.. ขอบอกเลยว่าต้องหยุดใส่ใจเรื่องนี้บ้าง หากคุณมั่นใจว่าสิ่งที่จะทำมันดี ไม่ส่งผลเสียกับใคร ศึกษาดีแล้ว เป็นสิ่งที่รักและมี Passion มากพอ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง จะมองยังไง ให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ดีที่สุด

    บางคนทำงานประจำ เข้าออฟฟิศ แต่งตัวดี อยากลาออกมาขายขนมแต่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเป็นแม่ค้า แต่งตัวไม่เท่ แบบนี้ก็คงไม่ได้เริ่มสักทีทั้งๆ ที่มันอาจจะไปได้สวย และสร้างรายได้มากกว่าก็ได้

    หรือหากคุณกำลังจะลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าในย่านๆ หนึ่ง ซึ่งคนรอบตัวบอกว่าไม่น่าลงทุน แต่คุณในฐานะที่คุ้นเคยกับย่านนั้นเป็นอย่างดี และเห็นอนาคตว่ามันน่าจะดีต่อการลงทุน ก็อาจลองเก็บคำแนะนำของคนเหล่านั้นมาพิจารณาควบคู่กับสิ่งที่ตัวเองได้ศึกษา และสุดท้ายให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง จากข้อมูลที่ตัวเองได้ศึกษาดีแล้ว

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเสมอไป เบื้องต้นอาจลองทำธุรกิจพร้อมงานประจำก็ได้เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหากเราคิดของเราดีแล้ว ก็ไม่ต้องเครียด และไม่ต้องโทษคนอื่น หรือโทษตัวเอง ให้กลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่ และมองหา The best in that situation

    4. มองเป้าหมายในระยะยาว และค่อยๆ เดินทีละขั้น

    ถ้าคุณอยากมีเงินล้านก่อนอายุ 30 ปี วันนี้คุณต้องเริ่มคำนวนล่วงหน้าแล้วว่า หากคุณทำงานที่ทำอยู่ เก็บเงินในจำนวนที่เก็บอยู่ ลงทุนในสิ่งที่กำลังลงทุนอยู่ เป็นแบบนี้ไปจนอายุ 30 ปี จะสามารถไปถึงหลักล้าน หรือตัวเลขที่ต้องการได้ไหม

    หากไม่ได้ ต้องเริ่มมองเป็นกลยุทธ์มากขึ้นว่าคุณจะสามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร เช่น หากคุณเป็นพนักงานประจำ อาจต้องตั้งเป้าแล้วว่า 25 ปีต้องเงินเดือนเท่านี้ 28 ปี ต้องเงินเดือนเท่านี้ และอาจต้องเริ่มวางแผนการเติบโตในสายงาน หรือการเปลี่ยนที่ทำงานเพื่อเพิ่มฐานเงินเดือนใน % ที่สูงขึ้น

    หากคุณทำธุรกิจ ก็ต้องดูว่าตลาดที่คุณทำอยู่ตอนนี้สร้างรายได้แค่ไหน หากคำนวนแล้ว ยอดขายต้องโตขึ้นปีละ 20% จึงจะมีเงินเก็บหลักล้านได้ คุณก็ต้องไปคิดต่อว่า จะต้องทำการตลาดอย่างไร จึงจะโตขึ้นปีละ 20% ได้ หรือจะต้องออก Product Line ใหม่ ต้องเปิดตลาดใหม่หรือเปล่า โดยเราแนะนำให้ทำ Market Analysis เพื่อวิเคราะห์ตลาดให้ชุดเจนยิ่งขึ้น

    การมองเป้าหมายเป็น Goal ในระยะยาว และซอยย่อยออกมาทีละ Step จะช่วยให้คุณรู้ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง และตอนนี้คุณกำลังอยู่ในจุดไหน ใกล้ หรือไกลเป้าหมายมากเท่าไหร่ การตั้งเป้าหมายเดือนต่อเดือน หรือปีต่อปี ถือว่าสั้นเกินไป สำหรับ อายุ 30 ปี อยากมีเงินเก็บหลักล้าน แต่ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ก็พออนุโลมได้ เพราะเราแทบไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกินขึ้นบางใน 2-3 เดือนข้างหน้า

    5. รู้จักแบ่งงาน ไม่แบกทุกอย่างอยู่คนเดียว

    ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือเจ้าของกิจการ การทำงานเป็นทีม คืออีกหนึ่ง Key สำคัญ เพราะหากคุณแบกทุกอย่างอยู่คนเดียว ยากมากที่จะเพิ่ม Productivity ของงาน

    ในวันที่คุณเป็นหัวหน้างาน ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร ก็จะต้องรู้จัก Delegate หรือแบ่งงานออกไปให้คนอื่นทำ โดยสิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้จักที่จะไว้ใจทีมงาน และปล่อยให้ทีมงานได้ลองทำดูเอง โดยที่คุณ Monitor อยู่ห่างๆ ว่าสามารถทำได้ไหม ต้องการให้ช่วยอะไรหรือเปล่า

    การที่จะทำธุรกิจ หรือทำงานให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีทีมที่ดี ต้องรู้จักสร้างคน สร้างทีม ที่สามารถเข้ามาช่วยดูแลส่วนอื่นๆ เพื่อให้คุณได้ไปโฟกัสในสิ่งที่สำคัญกว่า

    หากคุณชอบบทความนี้ และเรื่องราวธุรกิจในยุคดิจิทัลแบบนี้ สามารถเข้ามาที่ www.hardcoreceo.co ได้ทุกสัปดาห์ (หรือค้นหา HardcoreCEO บน Google)

    และที่สำคัญ Follow เราบน Facebook HardcoreCEO พร้อมกด See First เพื่อรับบทความธุรกิจสดๆ ร้อนๆ ก่อนใครจาก HardcoreCEO ด้วยนะครับ

    ชอบเรื่องนี้แค่ไหน ให้หัวใจเราหน่อย

    หัวใจเฉลี่ย / 5. จำนวนโหวด

    แชร์บทความนี้! อาจเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

    ติดตามเราบน Facebook

    เราขอโทษด้วยที่โพสต์นี้ไม่ดีพอสำหรับคุณ

    รบกวนขอ Feedback เพื่อให้เราได้ปรับปรุงนะครับ